องค์กรกับการแบ่งปันความสุขสู่สังคมไทยอย่างสม่ำเสมอ

ด้วยตระหนักถึงว่าองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย จึงให้ความสำคัญในการพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่ การเจริญเติบโตของประเทศ องค์กรจึงให้ความสำคัญในการดูแลสังคม ให้การช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนและสังคมให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ให้ความเคารพและเรียนรู้วัฒนธรรมในชุมชนท้องถิ่น เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและพัฒนาส่งเสริมนวัตกรรมการ ผลิต ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่าในองค์กร สนับสนุนให้ชุมชนและสังคมดูแลใส่ใจสิ่งแวดล้อมร่วมกับ องค์กร สนับสนุนให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน ร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างองค์กรและชุมชน ส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นให้มีโอกาสได้ร่วมงานกับองค์กร ดูแลพัฒนาชุมชนและสังคมในทุกๆด้านร่วมกัน

องค์ก ได้ตระหนักถึงภารกิจสำคัญที่นอกเหนือไปจากการทำธุรกิจ โดยมิได้มุ่งหวังเพียงการสร้างความสำเร็จให้กับองค์กรในด้านรายได้เท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างพันธกิจระหว่าง องค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเจริญเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง เพราะธุรกิจและองค์กรเป็นส่วนหนึ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคม องค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน จึงต้องดำเนินกิจกรรมทางด้านธุรกิจพร้อมๆไปกับการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ด้วย จึงนำมาซึ่งการดำเนินโครงการเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ รวมทั้งโครงการเพื่ออนุรักษ์ดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านนี้ คือ การดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ได้มีการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งผู้ถือหุ้น ลูกค้า ผู้บริโภค คู่ค้า อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตระหนักในความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ในส่วนของพนักงานนั้น บริษัทได้ดูแลพนักงาน โดยยึดหลักการบริหารค่าจ้างด้วยความเป็นธรรม มีความเหมาะสมต่อการครองชีพอย่างเป็นสุข มีการสนับสนุนเงินในรูปแบบของเงินช่วยเหลือและเงินกู้สวัสดิการต่างๆ รวมถึงสวัสดิการทางด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เครื่องแบบพนักงาน การตรวจสุขภาพประจำปี การท่องเที่ยวประจำปี ฯลฯ ควบคู่กับการส่งเสริมให้พนักงานมีดุลยภาพในการดำเนินชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ตามแนวทางปรัชญาของหลักเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างนิสัยการออมให้กับพนักงาน บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ Happy Money ของทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้พนักงานได้มีวินัยทางด้านการเงินและมีหลักในการบริหารการเงินของตนเองและครอบครัว รวมถึงการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาทางการเงินให้กับพนักงาน นอกจากนี้ยังให้พนักงานมีส่วนร่วมในการช่วยประหยัดไฟฟ้า กระดาษ เพื่อลดการใช้พลังงานและร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

การที่องค์กรภาคธุรกิจทั้งเล็กหรือใหญ่หันมาใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการให้เงินบริจาค การสนับสนุนหรือสร้างสรรค์กิจการรมต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เสมือนการ ‘คืนกำไร’ ให้กับสังคม ซึ่งแตกต่างจาก “ธุรกิจเพื่อสังคม” ซึ่งตั้งต้นว่ากิจการนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมตั้งแต่แรกเริ่ม

บทบาทขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในประเทศไทย

องค์กรการกุศลเป็นประเภทหนึ่งขององค์กรที่มีบทบาทเป็นอย่างสูงต่อการพัฒนาประเทศซึ่งมีด้วยกันดังนี้ 1.ให้บริการที่ภาคเอกชนหรือภาครัฐเองไม่สามารถเป็นผู้ให้บริการได้อย่างทั่วถึง 2.ช่วยเหลอืภาครฐัเพ่อืให้บรรลุเป้าหมายในการพฒั นาประเทศ 3.ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ภาคประชาชน 4.ช่วยในการตรวจสอบถึงความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของภาครัฐ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติที่มีหลักธรรมคำสอนที่เกี่ยวข้องกับการให้ทานและความเชื่อในเรื่องของการให้ ดังนั้นการบริจาคส่วนใหญ่ของคนไทยจึงเกี่ยวข้องกับการทางศาสนามากกว่าการให้ประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญด้วยเงิน การตักบาตร การทำสังคทาน

ดังนั้น ภาครัฐควรจะมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นผู้สนับสนุนการทำนุบำรุงทางศาสนาเพราะจะส่งผลในการกระตุ้นให้คนไทยอยากทำบุญทางศาสนามากขึ้นและภาครัฐควรที่จะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการสร้างทุนทางสังคม ในชุมชนซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นอีกอย่างหนึ่งในการสนับสนุนพฤติกรรมการบริจาคของคนไทยอีกด้วย นอกจากนี้ ในด้านขององค์กรไม่แสดงหสผลกำไร จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการโดยควรให้ความสำคัญในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น โครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบการขององค์กรที่สามารถนำมาสู่การได้รับเงินบริจาคทั้งจากในประเทศและนอกจากนี้ทางองค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่ในการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอีกทั้ง องค์กรไม่แสวงหากำไรควรเข้าไปสนับสนุนในโครงการที่ประชาชนผู้ด้วยโอกาสไม่ได้รับอย่างเท่าเทียมโดยการเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาด้วย

ดังนั้น นอกจากบทบาทในการดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาสังคมแล้ว องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรยังจำเป็นต้องแน่ใจว่า เงินบริจาคที่เข้ามาในองค์กรนั้นถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลควรกำหนดมาตรการในการกำกับดูแลประสิทธิภาพของการใช้เงินขององค์กรไม่แสดงหาผลกำไรอย่างเคร่งครัดและโปร่งใส เพราะยังมีองค์กรไม่แสดงหาผลกำไรเป็นจำนวนมาก ยังไม่ได้มีการเปิดเผยสถานะของการใช้เงินบริจาคที่ได้รับมากเท่าที่ควร

 

เทคโนโลยีช่วยในการพัฒนาองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว


เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีราคาลดลงอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา ได้ทำให้ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวันและได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในปัจจุบัน เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ อินเทอร์เน็ต การประชุมวิดีโอทางไกล ระบบเครือข่าย และระบบสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจ

เทคโนโลยีเหล่านี้ยังถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรในอนาคต ดังจะเห็นได้จากเดฟ อุลริช ปรมาจารย์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ระบุว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันธุรกิจในอนาคต เช่นเดียวกันกับ คัมมิ่ง และเวอร์รี่ ผู้เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลงได้จัดให้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร เทคโนโลยีที่ใช้กันในปัจจุบันจึงถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล การแก้ไขเปลี่ยนแปลง การเรียกดูข้อมูล การประมวลผล การใช้งานร่วมกันแบบหลาย ๆ คน และการวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น มีค่าใช้จ่ายต่ำลง เพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งานข้อมูล และสารสนเทศที่ได้มาจะมีคุณภาพในการนำไปวิเคราะห์และใช้งานเพิ่มมากขึ้น

การพัฒนาโครงสร้างการบริหาร
ในปัจจุบันหลาย ๆ องค์กรให้ความสนใจกับการพัฒนาองค์กร โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร บ้างก็ยุบรวมหน่วยงาน บ้างก็แยกหน่วยงานออกมา บ้างก็ตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาสนับสนุนและประสานงาน ซึ่งในอดีตเราอาจจะต้องมีทีมงานขึ้นมาทำหน้าที่เป็นพิเศษและต้องใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

แต่ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์หลาย ๆ บริษัทที่พัฒนาการใช้งานในด้านของการจัดโครงสร้างองค์กรขึ้นมา โดยให้ผู้บริหารสามารถทดลองปรับเปลี่ยนองค์กรเพียงแค่คลิกเมาท์แล้วไปวางหน่วยงานที่ต้องการไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ข้อมูลต่าง ๆ ของหน่วยงานนั้น ๆ ทั้งหมดก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปทั้งข้อมูลตำแหน่ง ข้อมูลหน่วยงาน และข้อมูลผู้บังคับบัญชาโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้บริหารสามารถประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรได้ง่ายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าการนำเอาเทคโนโลยีไปใช้จะช่วยในการพัฒนาองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และคาดการณ์ได้ยากอย่างปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาองค์กรให้สำเร็จก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของปัจจัยภายในองค์กรหลายด้าน ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูลและสารสนเทศ ฐานข้อมูล ระบบเครือข่ายการสื่อสาร ความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน บุคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ และที่สำคัญคือผู้ใช้ โดยต้องอาศัยการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ดี เพื่อให้ผู้ใช้เกิดการยอมรับและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยองค์กรเพื่อสังคมที่ขาดเงินทุน

ในประเทศไทย งานจิตอาสา งานเพื่อพัฒนาสังคม และองค์กรเพื่อสังคม ได้เพิ่มบทบาทและทวีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จากสถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ.2553 มีจำนวนองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่
จดทะเบียนไว้ทั้งสิ้นประมาณ 35,000 องค์กร ในจำนวนนี้มีไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่เป็นที่รู้จักในสังคม มีไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่มีเว็บไซต์ของตนเอง ซึ่งผลงานและความโปร่งใสน่าเชื่อถือขององค์กรเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากสังคม

ในขณะที่สังคมขาดข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรการกุศลต่างๆ องค์กรเพื่อสังคมก็ขาดแหล่งทุนและการสนับสนุนจากสังคมในกรณีนี้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศน่าจะเข้ามาช่วยได้

จากการให้บริการงานด้านไอที ทำงานกับองค์กรภาคสังคมเพื่อร่วมพัฒนางานพร้อมสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่พอถึงจุดหนึ่งเราคิดว่ามันอยู่ไม่ได้ถ้าเราต้องการสัดส่วนของกำไรที่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้สู่ภาคสังคมให้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นที่จะต้องรับคนมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้มากขึ้น ดังนั้นความเป็น Economies of Scale (การประหยัดเนื่องมาจากขนาด) จึงม่สอดคล้องกับลักษณะรูปแบบการทำงานที่เราตั้งเป้าไว้ในอนาคต ดังนั้นในปีหน้าและปีต่อไป เราจะวางเป้าหมายในการพัฒนางานบริการให้ตรงเป้าประสงค์มากขึ้น โดยจะโฟกัสแนวทางการทำงานไว้ 3 กลุ่ม

1. งานด้านสุขภาพ โดยการผลักดันโครงการที่เราร่วมพัฒนา เช่น Doctor Me ทั้งในส่วนของการพัฒนาเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อสร้างการรับรู้ให้มากขึ้นกว่าที่เราเคยประสบความสำเร็จมา ทั้งนี้ประโยชน์ที่ภาคสังคมจะได้รับคือ ข้อมูลที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพตัวเอง โดยที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้สะดวกและสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายด้วย ถ้าเรารู้จักการดูแลรักษาสุขภาพในเบื้องต้นมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับว่าเราได้ลดปริมาณผู้ป่วยที่ต้องเข้าการรักษาที่โรงพยาบาล อันเป็นการช่วยเหลือสังคมหลายภาคส่วน

2. ด้านการศึกษา จะมุ่งเน้นในส่วนของการให้ความรู้ด้านการใช้ชีวิตที่นอกเหนือไปจากวิชาการหนักๆ แต่เป็นการนำเสนอองค์ความรู้เพื่อให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตมากขึ้น (Life Education) เช่น วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) สร้างเสริมลักษณะนิสัย (สลน.) หรือ การงานพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) โดยจะนำประสบการณ์ด้านไอทีมาย่อยข้อมูลเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น การแปลงเรื่องเพศศึกษาให้เป็นเกมในรูปแบบแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ภายใต้ชื่อ Love not Yet (ภาคภาษาไทย) หรือ Love ‘n’ LOL (ภาคภาษาอังกฤษ) โครงการนี้เริ่มต้นจากการทำงานร่วมกับภาพยนตร์เรื่องรักจัดหนัก ที่นำเสนอแง่มุมของวัยรุ่นในเรื่องเพศ ผนวกกับประเด็นที่เรามักมีความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาที่ผิดๆ อยู่หลายข้อ เช่น วิธีการนับหน้า 7 หลัง 7 ที่ถูกต้อง, การใส่ถุงยาง 2 ชั้นจะปลอดภัยมากกว่าการใส่ชั้นเดียว, ถ้าฝ่ายรับเอาขาชี้ฟ้าแล้วจะไม่ท้อง ฯลฯ ซึ่งความเข้าใจต่างๆ เหล่านี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ประเทศไทยมีตัวเลขของผู้หญิงที่ท้องก่อนวัยอันควรสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก ดังนั้นการเรียนรู้ผ่านเกมจะมีส่วนช่วยทำให้วัยรุ่นและคนทั่วไปสามารถเข้าใจข้อมูลได้อย่างง่ายๆ และถูกต้อง

3. งานด้านการวิจัย เป็นการต่อยอดแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่ออนาคต สร้างการรับรู้หรือสร้าง Impact ต่อสังคมได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้เราจะเริ่มวิ่งเข้าหาองค์กรต่างๆ มากขึ้น โดยทำงานในลักษณะเชิงรุก (Proactive) มากกว่านั่งรองานวิ่งเข้ามาเหมือนที่เคย

มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีความร่มเย็นเป็นสุขและอยู่ดีกินดี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของการดำเนินงานพัฒนาต่างๆ ในกรณีที่ต้องถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรืองบประมาณที่ระบบราชการไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จนเป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาไม่สอดคล้อง หรือทันกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระทำโดยเร็ว การที่มูลนิธิชัยพัฒนาเข้ามาดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง รวดเร็วฉับพลัน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นการช่วยให้กระบวนการพัฒนา เกิดความสมบูรณ์ขึ้น

การดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นไปตามแนวพระราชดำริ

โดยเน้นกิจกรรมเพื่อการพัฒนาที่ไม่ซ้ำซ้อนกับแผนงาน โครงการของรัฐที่มีอยู่แล้ว แต่จะพยายามสนับสนุน ส่งเสริม และประสานการดำเนินงาน เพื่อให้โครงการต่างๆ เกิดความสมบูรณ์และสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่โครงการของรัฐถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎระเบียบต่างๆ อันเป็นผลทำให้โครงการนั้นๆ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที เช่น ในกรณีที่อาจต้องจัดซื้อที่ดินจากราษฎรบางส่วนเพื่อดำเนินงานตามโครงการหนึ่ง แต่รัฐมีปัญหาด้านงบประมาณไม่เพียงพอในการจัดซื้อ หรือมิได้ตั้งงบประมาณไว้ หรือถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของระเบียบต่างๆ ทำให้ดำเนินการจัดซื้อไม่ได้ หรือต้องตั้งงบประมาณจัดซื้อใน 1-2 ปี ข้างหน้า ซึ่งจะทำให้โครงการล่าช้าไป เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้มูลนิธิชัยพัฒนาจะได้ช่วยเหลือตามความเหมาะสมเพื่อให้โคงการนั้นๆ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด

มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการพัฒนาอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และให้สามารถช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้ ดำเนินการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม ร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรการกุศลอื่นๆเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือดำเนินการเพื่อเน้นในการสนับสนุนสาธารณประโยชน์ โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง และมีเป้าหมายที่สำคัญคือ เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนให้มีความร่มเย็นเป็นสุข และอยู่ดีกินดี อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศ คือ ชัยชนะแห่งการพัฒนา

มูลนิธิชัยพัฒนากับการพัฒนาของประชาชน

1. พัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น
2. พัฒนาแนวทางในการประกอบอาชีพในด้านต่างๆ
3. พัฒนาด้านจิตใจของประชาชน ให้มีความเข้มแข็งและสามารถ พึ่งพาตนเองได้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดี
4. พัฒนาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการอุปโภคและบริโภค
5. พัฒนาความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6. พัฒนาความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศชาติเป็นส่วนรวม