เทคโนโลยีช่วยในการพัฒนาองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว


เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีราคาลดลงอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา ได้ทำให้ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวันและได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในปัจจุบัน เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ อินเทอร์เน็ต การประชุมวิดีโอทางไกล ระบบเครือข่าย และระบบสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจ

เทคโนโลยีเหล่านี้ยังถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรในอนาคต ดังจะเห็นได้จากเดฟ อุลริช ปรมาจารย์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ระบุว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันธุรกิจในอนาคต เช่นเดียวกันกับ คัมมิ่ง และเวอร์รี่ ผู้เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลงได้จัดให้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร เทคโนโลยีที่ใช้กันในปัจจุบันจึงถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล การแก้ไขเปลี่ยนแปลง การเรียกดูข้อมูล การประมวลผล การใช้งานร่วมกันแบบหลาย ๆ คน และการวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น มีค่าใช้จ่ายต่ำลง เพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งานข้อมูล และสารสนเทศที่ได้มาจะมีคุณภาพในการนำไปวิเคราะห์และใช้งานเพิ่มมากขึ้น

การพัฒนาโครงสร้างการบริหาร
ในปัจจุบันหลาย ๆ องค์กรให้ความสนใจกับการพัฒนาองค์กร โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร บ้างก็ยุบรวมหน่วยงาน บ้างก็แยกหน่วยงานออกมา บ้างก็ตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาสนับสนุนและประสานงาน ซึ่งในอดีตเราอาจจะต้องมีทีมงานขึ้นมาทำหน้าที่เป็นพิเศษและต้องใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

แต่ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์หลาย ๆ บริษัทที่พัฒนาการใช้งานในด้านของการจัดโครงสร้างองค์กรขึ้นมา โดยให้ผู้บริหารสามารถทดลองปรับเปลี่ยนองค์กรเพียงแค่คลิกเมาท์แล้วไปวางหน่วยงานที่ต้องการไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ข้อมูลต่าง ๆ ของหน่วยงานนั้น ๆ ทั้งหมดก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปทั้งข้อมูลตำแหน่ง ข้อมูลหน่วยงาน และข้อมูลผู้บังคับบัญชาโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้บริหารสามารถประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรได้ง่ายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าการนำเอาเทคโนโลยีไปใช้จะช่วยในการพัฒนาองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และคาดการณ์ได้ยากอย่างปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาองค์กรให้สำเร็จก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของปัจจัยภายในองค์กรหลายด้าน ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูลและสารสนเทศ ฐานข้อมูล ระบบเครือข่ายการสื่อสาร ความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน บุคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ และที่สำคัญคือผู้ใช้ โดยต้องอาศัยการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ดี เพื่อให้ผู้ใช้เกิดการยอมรับและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยองค์กรเพื่อสังคมที่ขาดเงินทุน

ในประเทศไทย งานจิตอาสา งานเพื่อพัฒนาสังคม และองค์กรเพื่อสังคม ได้เพิ่มบทบาทและทวีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จากสถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ.2553 มีจำนวนองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่
จดทะเบียนไว้ทั้งสิ้นประมาณ 35,000 องค์กร ในจำนวนนี้มีไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่เป็นที่รู้จักในสังคม มีไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่มีเว็บไซต์ของตนเอง ซึ่งผลงานและความโปร่งใสน่าเชื่อถือขององค์กรเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากสังคม

ในขณะที่สังคมขาดข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรการกุศลต่างๆ องค์กรเพื่อสังคมก็ขาดแหล่งทุนและการสนับสนุนจากสังคมในกรณีนี้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศน่าจะเข้ามาช่วยได้

จากการให้บริการงานด้านไอที ทำงานกับองค์กรภาคสังคมเพื่อร่วมพัฒนางานพร้อมสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่พอถึงจุดหนึ่งเราคิดว่ามันอยู่ไม่ได้ถ้าเราต้องการสัดส่วนของกำไรที่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้สู่ภาคสังคมให้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นที่จะต้องรับคนมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้มากขึ้น ดังนั้นความเป็น Economies of Scale (การประหยัดเนื่องมาจากขนาด) จึงม่สอดคล้องกับลักษณะรูปแบบการทำงานที่เราตั้งเป้าไว้ในอนาคต ดังนั้นในปีหน้าและปีต่อไป เราจะวางเป้าหมายในการพัฒนางานบริการให้ตรงเป้าประสงค์มากขึ้น โดยจะโฟกัสแนวทางการทำงานไว้ 3 กลุ่ม

1. งานด้านสุขภาพ โดยการผลักดันโครงการที่เราร่วมพัฒนา เช่น Doctor Me ทั้งในส่วนของการพัฒนาเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อสร้างการรับรู้ให้มากขึ้นกว่าที่เราเคยประสบความสำเร็จมา ทั้งนี้ประโยชน์ที่ภาคสังคมจะได้รับคือ ข้อมูลที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพตัวเอง โดยที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้สะดวกและสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายด้วย ถ้าเรารู้จักการดูแลรักษาสุขภาพในเบื้องต้นมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับว่าเราได้ลดปริมาณผู้ป่วยที่ต้องเข้าการรักษาที่โรงพยาบาล อันเป็นการช่วยเหลือสังคมหลายภาคส่วน

2. ด้านการศึกษา จะมุ่งเน้นในส่วนของการให้ความรู้ด้านการใช้ชีวิตที่นอกเหนือไปจากวิชาการหนักๆ แต่เป็นการนำเสนอองค์ความรู้เพื่อให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตมากขึ้น (Life Education) เช่น วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) สร้างเสริมลักษณะนิสัย (สลน.) หรือ การงานพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) โดยจะนำประสบการณ์ด้านไอทีมาย่อยข้อมูลเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น การแปลงเรื่องเพศศึกษาให้เป็นเกมในรูปแบบแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ภายใต้ชื่อ Love not Yet (ภาคภาษาไทย) หรือ Love ‘n’ LOL (ภาคภาษาอังกฤษ) โครงการนี้เริ่มต้นจากการทำงานร่วมกับภาพยนตร์เรื่องรักจัดหนัก ที่นำเสนอแง่มุมของวัยรุ่นในเรื่องเพศ ผนวกกับประเด็นที่เรามักมีความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาที่ผิดๆ อยู่หลายข้อ เช่น วิธีการนับหน้า 7 หลัง 7 ที่ถูกต้อง, การใส่ถุงยาง 2 ชั้นจะปลอดภัยมากกว่าการใส่ชั้นเดียว, ถ้าฝ่ายรับเอาขาชี้ฟ้าแล้วจะไม่ท้อง ฯลฯ ซึ่งความเข้าใจต่างๆ เหล่านี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ประเทศไทยมีตัวเลขของผู้หญิงที่ท้องก่อนวัยอันควรสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก ดังนั้นการเรียนรู้ผ่านเกมจะมีส่วนช่วยทำให้วัยรุ่นและคนทั่วไปสามารถเข้าใจข้อมูลได้อย่างง่ายๆ และถูกต้อง

3. งานด้านการวิจัย เป็นการต่อยอดแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่ออนาคต สร้างการรับรู้หรือสร้าง Impact ต่อสังคมได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้เราจะเริ่มวิ่งเข้าหาองค์กรต่างๆ มากขึ้น โดยทำงานในลักษณะเชิงรุก (Proactive) มากกว่านั่งรองานวิ่งเข้ามาเหมือนที่เคย

มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีความร่มเย็นเป็นสุขและอยู่ดีกินดี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของการดำเนินงานพัฒนาต่างๆ ในกรณีที่ต้องถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรืองบประมาณที่ระบบราชการไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จนเป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาไม่สอดคล้อง หรือทันกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระทำโดยเร็ว การที่มูลนิธิชัยพัฒนาเข้ามาดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง รวดเร็วฉับพลัน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นการช่วยให้กระบวนการพัฒนา เกิดความสมบูรณ์ขึ้น

การดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นไปตามแนวพระราชดำริ

โดยเน้นกิจกรรมเพื่อการพัฒนาที่ไม่ซ้ำซ้อนกับแผนงาน โครงการของรัฐที่มีอยู่แล้ว แต่จะพยายามสนับสนุน ส่งเสริม และประสานการดำเนินงาน เพื่อให้โครงการต่างๆ เกิดความสมบูรณ์และสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่โครงการของรัฐถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎระเบียบต่างๆ อันเป็นผลทำให้โครงการนั้นๆ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที เช่น ในกรณีที่อาจต้องจัดซื้อที่ดินจากราษฎรบางส่วนเพื่อดำเนินงานตามโครงการหนึ่ง แต่รัฐมีปัญหาด้านงบประมาณไม่เพียงพอในการจัดซื้อ หรือมิได้ตั้งงบประมาณไว้ หรือถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของระเบียบต่างๆ ทำให้ดำเนินการจัดซื้อไม่ได้ หรือต้องตั้งงบประมาณจัดซื้อใน 1-2 ปี ข้างหน้า ซึ่งจะทำให้โครงการล่าช้าไป เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้มูลนิธิชัยพัฒนาจะได้ช่วยเหลือตามความเหมาะสมเพื่อให้โคงการนั้นๆ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด

มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการพัฒนาอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และให้สามารถช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้ ดำเนินการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม ร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรการกุศลอื่นๆเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือดำเนินการเพื่อเน้นในการสนับสนุนสาธารณประโยชน์ โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง และมีเป้าหมายที่สำคัญคือ เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนให้มีความร่มเย็นเป็นสุข และอยู่ดีกินดี อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศ คือ ชัยชนะแห่งการพัฒนา

มูลนิธิชัยพัฒนากับการพัฒนาของประชาชน

1. พัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น
2. พัฒนาแนวทางในการประกอบอาชีพในด้านต่างๆ
3. พัฒนาด้านจิตใจของประชาชน ให้มีความเข้มแข็งและสามารถ พึ่งพาตนเองได้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดี
4. พัฒนาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการอุปโภคและบริโภค
5. พัฒนาความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6. พัฒนาความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศชาติเป็นส่วนรวม

แนวทางการแก้ไขปัญหาและวิธีการดำเนินความช่วยเหลือขององค์การสาธารณกุศล

องค์การสาธารณกุศล คือ หน่วยงานที่ดำเนินการโดยมิได้แสวงหากำไร แต่เป็นหน่วยงานที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคม เป็นองค์การที่ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล จึงต้องอาศัยเงินบริจาคจากประชาชน องค์การทางธุรกิจหรือหน่วยงานอื่นๆ ในสังคม ดังนั้นองค์การสาธารณกุศลเหล่านี้จึงจำเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดให้ประชาชนมีความสนใจและมีส่วนร่วมสนับสนุนในกิจกรรมขององค์การ โดยองค์การสาธารณกุศลจะอยู่ในรูปแบบของ สมาคม มูลนิธิและองค์การสาธารณกุศล หรือสถาบันศาสนาต่างๆ ตัวอย่างเช่น มูลนิธิเด็กองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกษา มูลนิธิสายใจไทย เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์การสาธารณกุศลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จัดตั้งขึ้นโดยไม่ได้มุ่งแสวงหาผลกำไรและต้องอาศัยการสนับสนุนทางการเงินจากประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเพื่อความอยู่รอดขององค์การโดยองค์การเหล่านี้จะมีเป้าหมายและบริการแก่สังคมที่แตกต่างกันไปจึงจำเป็นต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ

แนวทางการแก้ไขปัญหาและวิธีการดำเนินความช่วยเหลือและจากที่ได้กล่าวแล้วว่าองค์การสาธารณกุศลเหล่านี้มักจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ต้องอาศัยเงินบริจาคจากประชาชนหรือกลุ่มองค์การต่างๆ ดังนั้นองค์การสาธารกุศลจึงต้องมีการรณรงค์หาทุนการดำเนินงานขององค์การ โดยการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหรือกลุ่มองค์การต่างๆ มีความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติที่ดีต่อองค์การเพื่อจะได้ให้การสนับสนุนในกิจกรรมต่างๆ ขององค์การให้สามารถดำเนินงานไปได้อย่างราบรื่น ดังนั้นอาจสรุปความหมายของการประชาสัมพันธ์องค์การสาธารณกุศลได้ดังนี้การประชาสัมพันธ์องค์การสาธารณกุศล คือ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประชาชนต่างๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงนโยบาย วัตถุประสงค์ ผลงาน และกิจกรรมการดำเนินงานขององค์การ อันจะทำให้ประชาชนเกิดความสนใจและให้การสนับสนุนในกิจกรรมสาธารณกุศลต่างๆ ขององค์การทั้งทางตรงและทางอ้อมองค์การสาธารณกุศลมีวัตถุประสงค์ในการประชาสัมพันธ์ดังนี้เพื่อรณรงค์หาทุนมาใช้ในการดำเนินการสาธารณกุลขององค์การเพื่อขยายและเพิ่มพูนสมาชิกและอาสาสมัครในการดำเนินงานให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่สาธารณชนในเรื่องของกิจกรรมสาธารณกุศลขององค์การเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มสาธารณชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์การสาธารณกุศลต่อสาธารณชนเพื่อให้สาธารณชนเกิดการยอมรับและให้การสนับสนุนกิจกรรมการดำเนินงานต่างๆ ขององค์การ

 

องค์กรมีความร่วมมือและสนับสนุนองค์กรเพื่อการช่วยเหลือสังคมในปัจจุบัน

การตลาดในยุคใหม่นี้ ได้เปลี่ยนจากการตลาดเพื่อหวังผลกำไร หวังยอดขาย หวังผลประโยชน์  มาเป็นการตลาดเพื่อการให้ การตลาดเพื่อสังคมกันมากขึ้น สังเกตุได้องค์กรหรือบริษัทใดที่เน้นในเรื่องการตลาดแห่งการให้ จะได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภค และลูกค้าได้ดีกว่าการตลาดที่หวังกำไรเข้าองค์กรแต่เพียงอย่างเดียว หนึ่งในการตลาดแห่งการให้ที่นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือการตลาดอิงการกุศลหรือ Cause – Related Marketing  ซึ่งเป็นการตลาดที่ปรากฎในปี 1980 ถือว่าเป็นการบุกเบิกการตลาดแห่งการให้เพื่อสังคม โดย Varadarajan และ Menon ได้ให้ความหมายไว้ว่า การตลาดที่อิงการกุศล คือ กิจกรรมทางการตลาด ที่กิจการใช้วิธีการแบ่งรายได้จากการขายสินค้าและบริการส่วนหนึ่ง บริจาคเพื่อการกุศล เพื่อสร้างความพอใจแก่องค์กรและลูกค้าโดยเฉพาะมนุษย์ร่วมโลกที่ขาดโอกาสและเดือนร้อน ลักษณะที่เด่นชัดที่สุดในการทำการตลาดแบบนี้ก็คือ การแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าและบริการ ให้กับองค์กรการกุศลที่องค์กรได้เลือกไว้  การตลาดลักษณะนี้เป็นการตลาดแห่งการให้ที่ช่วยสร้างภาพพจน์ให้กับองค์กร

สำหรับสังคมประเทศไทย ซึ่งเป็นสังคมแห่งการให้ การตลาดแบบนี้ดูจะได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ประชาชนทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวพุทธ มีสายเลือดแห่งการให้อยู่ในทุกอนูของร่างกาย สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดังนั้นความร่วมมือ และกิจกรรมดังกล่าวนี้จึงได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยเป็นอย่างดีที่สำคัญการตลาดแบบอิงการกุศล องค์กรควรมีความร่วมมือและสนับสนุนองค์กรเพื่อการช่วยเหลือสังคมเด่นๆ ไม่ควรเกิน 2 หน่วยงาน และหน่วยงานที่มีรากฐาน และเป้าหมายคล้ายๆ กับองค์กร เช่น บริษัทที่ผลิตอาหารส่งออก อาจจะร่วมมือกับองค์เพื่อผู้หิวโหย ช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลนอาหารเป็นต้น เหตุที่องค์กรควรร่วมมือกับองค์กรการกุศลไม่เกิน 2 หน่วยงานเพราะว่าอาจจะเกิดความสับสนกับผู้บริโภคและลูกค้า อีกทั้งเป็นการ Focus ให้ชัดเจน สามารถทำกิจกรรมการกุศลได้อย่างเต็มที่กับองค์กรนั้น อีกทั้งทำให้การประสานงานระหว่างองค์กรกับ หน่วยงานการกุศลมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเป็นการประหยัดทรัพยากรบุคคลในการประสานงานดังนั้นสรุปว่า การตลาดอิงการกุศล สำหรับในปัจจุบันซึ่งเป็นการตลาดยุคใหม่แห่งการให้นี้ ทุกๆ องค์กรควรมีการจัดทำกิจกรรมการตลาดนี้ เพราะ สังคมทำให้องค์กรอยู่ได้  และสังคมก็รอโอกาสการช่วยเหลือจากคุณอยู่ ซึ่งเป็นการตลาดต่างตอบแทนที่มีประสิทธิภาพ และตรงตามหลักมนุษยธรรมมากที่สุด  ที่สำคัญอย่างนำการตลาดแบบนี้มาเป็นเครื่องมือทางธุรกิจ เพราะจะทำให้องค์กรของคุณกู่ไม่กลับ และอาจเกิดไม่ได้อีกเลยในการตลาดยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดนนี้